*ShoutBox
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ความรู้คู่รถ :: ทำความเข้าใจเรื่องเครื่องยนต์กันแบบสรุป  (อ่าน 9378 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
GiftSTFZ™
Guardian of AE Thailand
ยาม
Professor
**


{{[[BluE PoWeR]]}}

กำลังใจ: 1064
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
รถยนต์: AE101
รหัสเครื่องยนต์: 4A-GE 20V
อุปกรณ์แต่งรถ: เดิมๆ
สังกัดพื้นที่: บางกอกเหนือ
ที่อยู่: ลาดพร้าว
กระทู้: 12,677


เว็บไซต์
« เมื่อ: 19 มกราคม 2010, 17:46:02 »

ระบบหล่อลื่น
Lubrication System

     ระบบ นี้จะปั๊มน้ำมันหล่อลื่นเข้าไปในชิ้นส่วนทุกชิ้นของเครื่องยนต์ที่มีการ เคลื่อนไหว   อุปกรณ์หลักสองส่วนที่ต้องใช้น้ำมันหล่อลื่น  คือ  
     1.  ลูกสูบ ที่ต้องเคลื่อนที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็วภายในกระบอกสูบ  
     2.  ลูกปืนของเพลาข้อเหวี่ยง  และเพลาลูกเบี้ยวเป็นต้น  
ปั๊มจะดูดน้ำมันเครื่องผ่านไส้กรองเพื่อกรองเศษโลหะก่อน และจึงอัดน้ำมันหล่อลื่นไปตามช่องว่างต่างๆของลูกปืน   และไหลเวียนกลับเข้าสู่อ่างน้ำมัน

ระบบป้อนเชื้อเพลิง
Fuel System

     การจ่ายเชื้อเพลิงเข้าไปในกระบอกสูบปัจจุบันมีอยู่  2  ระบบคือ

     1. คาร์บิวเรเตอร์   มีหน้าที่ผสมน้ำมันกับอากาศให้ได้สัดส่วนพอดี   และจึงผ่านเข้าไปในกระบอกสูบ
     2. หัวฉีด   ฉีดเชื้อเพลิงที่ได้รับการผสมแล้วเข้าไปในกระบอกสูบโดยตรง


ระบบไอเสีย
Exhaust System


     เชื้อเพลิงที่เผาไหม้อยู่ในกระบอกสูบผลิตก๊าซเสียและปล่อยเสียงดังออกมา  ก๊าซเหล่านี้จะผ่านไปยังเครื่องระงับเสียง  
    (silencer  หรือ  muffler)   ซึ่ง มีชุดแผ่นโลหะเจาะรูหลายรูขณะที่ก๊าซไหลผ่านรูเหล่านี้   จะเสียกำลังไปทำให้เสียงเบาลง  
     ก๊าซเสียนี้มีมลภาวะปนอยู่   เราอาจให้มันผ่านไปในเครื่องฟอกไอเสีย  (Catalytic converter)  
    ซึ่งจะเปลี่ยนก๊าซบางชนิดไปเป็นก๊าซชนิดอื่นที่ไม่มีอันตรายหรือมีอันตรายน้อยลง


ระบบไฟฟ้า
Electrical System


     ประกอบด้วยแบตเตอรี่ และไดชาร์จ  (Alternator)  ซึ่งตัวหลังต่อเข้ากับเครื่องยนต์  ด้วยสายพาน  มีหน้าที่ชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์  
เหตุผลที่ต้องชาร์จแบตตลอดเวลาเพราะ  แบตเตอรี่ต้องคอยจ่ายกระแสไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเกือบทั้งหมดภายในรถยนต์  
เช่น ระบบจุดระเบิด   วิทยุ   ที่ปัดน้ำฝน   กระจกไฟฟ้า  คอมพิวเตอร์  และอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ


เพิ่มกำลังม้า
Producing More Power


     ผู้ผลิตทราบดีว่าตัวแปรที่จะเพิ่มกำลังม้าของเครื่องยนต์ได้ ที่สำคัญๆมีดังต่อไปนี้

เพิ่มขนาดของกระบอกสูบ  ยิ่งมีขนาดใหญ่กำลังของเครื่องยนต์ก็ยิ่งมาก ผู้ผลิตสามารถเพิ่มความจุได้โดยทำให้กระบอกสูบสูง หรือเส้นผ่าศูนย์เพิ่มขึ้น  
หรือ เพิ่มกระบอกสูบขึ้น   ปัจจุบัน จำนวน  12  สูบเป็นจำนวนที่ทำได้มากสุด

เพิ่มกำลังอัดของลูกสูบ  (Compression ratio)  ยิ่ง มีอัตราส่วนอัดมากเท่าไร  กำลังก็ยิ่งได้มากขึ้นเท่านั้น  ในทางกลับกันกำลังอัดที่เพิ่มขึ้น  
หมายความว่า เชื้อเพลิงสามารถระเบิดขึ้นได้เอง ก่อนที่หัวเทียนจะจุดระเบิด   นั่นหมายความว่า   เครื่องเกิดการน๊อคขึ้นได้    
เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจึงต้องใช้น้ำมันออกเทนสูง  เพื่อป้องกันการเกิดเผาไหม้ก่อนเวลานั่นเอง  

เพิ่มแรงดันให้อากาศเข้า   ถ้าอัดอากาศให้แรงดันมากขึ้น  โดยใช้เทอร์โบชาร์จ และซุปเปอร์ชาร์จ   ทำให้กำลังเพิ่มขึ้นได้

ลดอุณหภูมิของอากาศที่ไหลเข้า   การ อัดอากาศทำให้อุณหภูมิของอากาศสูงขึ้น  เกิดความร้อนและขยายตัวในเครื่องยนต์ที่ต้องการกำลังสูงมากๆ  
จะมีอุปกรณ์เสริมติดเข้ากับหม้อน้ำเรียกว่า   อินเตอร์คูลเลอร์  (intercooler) ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิของแก๊สที่ถูกอัดก่อนไหลเข้าไปในกระบอกสูบ
ทำให้ปริมาณของแก๊สเพิ่มขึ้น

ขัดช่องไอดีให้เงา ขณะที่ลูกสูบอยู่ในจังหวะดูด  ถ้าเกิดแรงเสียดทานขึ้นกับอากาศที่กำลังไหลเข้า   กำลังของเครื่องยนต์จะลดลง  
ดังนั้นรถที่ต้องการกำลังมากใช้วิธีการขัดเงาช่องทางเข้าลดแรงเสียดทานของ แก๊ส  
เปิดช่องไอเสียให้แก๊สไหลได้ง่ายขึ้น   ถ้าเกิดแรงเสียดทานที่ทางออกของแก๊ส กำลังของเครื่องยนต์จะตกลง  
การลดแรงเสียดทานในกรณีนี้คือเพิ่มวาวล์ไอดี และไอเสียแต่ละกระบอกสูบให้มากขึ้นอีก  1  ตัว  
เป็นวาวล์ไอดี  2  ตัว และ วาวล์ไอเสีย  2  ตัว   เปิดช่องทางเข้าและออกภายในกระบอกสูบให้ใหญ่ขึ้น

ท่อไอเสียและท่อเก็บเสียงมีความสำคัญ   ถ้ามีขนาดเล็กมันจะเกิดแรงเสียดทานกับการไหลของแก๊ส  
ทำให้มีแรงดันย้อนกลับ  กำลังของเครื่องยนต์ลดลง  วิธีแก้คือ   ขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น หรือเพิ่มท่อไอเสียเป็น  2  ท่อ

ทำให้ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์เบาลง  ชิ้น ส่วนที่เบา ทำให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพขึ้น  แต่ละครั้งที่ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นและลง  
มันต้องใช้พลังงานมาก ดังนั้นเมื่อลูกสูบที่มีน้ำหนักเบาขึ้นเล็กน้อย จะเพิ่มประสิทฺธิภาพให้เครื่องยนต์อย่างมาก

ระบบการป้อนเชื้อเพลิง   ถ้าระบบนี้ถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพและเที่ยงตรงสูง   จะช่วยให้ส่วนผสมเชื้อเพลิงได้สัดส่วนที่ถูกต้อง
ป้อนเข้าไปในกระบอกสูบ  และเพิ่มกำลังขึ้น


ความหมายของแรงม้าและแรงบิด

     แรงม้าคืออะไร ?
คือ หน่วยอันหนึ่งสำหรับใช้วัดกำลังของเครื่องยนต์ หน่วยวัดกำลังที่นิยมใช้กัน เช่น แรงม้า (HP) และ กิโลวัตต์ (KW)นอกจากนี้ในบางครั้งเราจะเห็นตัวย่อ BHP ซึ่งย่อมาจาก Brake Horse Power หมายถึง กำลังของเครื่องยนต์ที่ได้รับจากเพลาเครื่องซึ่งเท่ากับกำลังที่เครื่องยนต์ ผลิตได้หักออกด้วยแรงเสียดทานภายเครื่องยนต์ ดัง สูตร BHP = IHP - FHP โดยที่ IHP คือ Indicated Horse Power หมายถึงกำลังที่เครื่องยนต์ผลิตได้ และ FHP คือ Friction Horse Power ซึ่งหมายถึงแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์  

กำลัง ของเครื่องยนต์สามารถคำนวณได้จากสูตร HP = K x Torque x RPM โดยที่ K คือ ค่าคงที่ T คือแรงบิด และ RPM คือความเร็วรอบของเครื่องยนต์ แรงม้าสูงสุดของเครื่องยนต์แต่ละรุ่นแต่ละแบบจะอยู่ที่ความเร็วรอบเครื่อง ยนต์แตกต่างกันไปแล้วแต่การออกแบบของผู้ผลิต แล้วแรงม้าเห็นกันในหนังสือ หรือใน specification ต่างๆ นั้นเป็น BHP หรือ IHP คำตอบน่าจะเป็นBHP เพราะเป็นแรงม้าที่ได้มาจากการทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์

     แรงบิดคืออะไร ?
คือ แรงหมุนของเพลาเครื่องยนต์เป็นแรงที่ใช้เพื่อส่งกำลังของเครื่องยนต์ไปหมุน เกียร์ เพลา และ ล้อรถ เพื่อให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แรงบิดจะมีค่าแตกต่างกันไปที่ความเร็วรอบเครื่องยนต์ต่างๆ ซึ่ง ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิตว่าต้องการให้มีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ต่ำ ปานกลาง หรือ สูง รถที่ใช้เครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงก็จะมีอัตราเร่งดีกว่ารถที่ใช้เครื่อง ยนต์ที่มีแรงบิดต่ำกว่า


คำถามที่ต้องตอบบ่อยๆ

     คำถาม   ความแตกต่างระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล

     คำตอบ   เครื่อง ยนต์ดีเซลไม่ต้องใช้หัวเทียน  น้ำมันดีเซลถูกฉีดเข้าไปในกระบอกสูบโดยตรง  
     และใช้ จังหวะอัดของลูกสูบ อัดจนส่วนผสมระเบิดขึ้นได้เอง น้ำมันดีเซลมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำมันเบนซิน
     ดังนั้นเมื่อวัดในระยะทางที่เท่ากัน  เครื่องยนต์ดีเซลใช้น้ำมันน้อยกว่าเครื่องยนต์เบนซิน


     คำถาม   ความแตกต่างระหว่างเครื่องยนต์  2  จังหวะ และ  4  จังหวะ

     คำตอบ   รถตัดหญ้าใช้เครื่องยนต์  2  จังหวะ    ซึ่งไม่ต้องมีวาวล์  ด้านล่างของกระบอกสูบมีช่องให้อากาศไหลเข้า  
     ขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นและอัดอากาศขึ้นหัวเทียนจะถูกจุดขึ้น และระเบิดดันให้ลูกสูบเคลื่อนที่ ลงผลักไอเสียออกไปอีกทางหนึ่ง
     โดยทั่วไปเครื่องยนต์ สองจังหวะให้กำลังมากกว่าเครื่องยนต์  4  จังหวะ เมื่อวัดกันต่อหนึ่งรอบ   อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์  2  จังหวะ
     ใช้เชื้อเพลิงมากกว่า  ดังนั้นจึงให้ไอเสียมากกว่าด้วย


    คำถาม   เครื่องจักรสันดาปภายนอกมีข้อดีอย่างไร

    คำตอบ   ข้อ ดีคือใช้เชื้อเพลิงแบบใดก็ได้ เช่น ถ่านหิน   หนังสือพิมพ์  และน้ำมัน เป็นต้น  
    ขณะที่เครื่องยนต์สันดาปภายในใช้ได้แต่เพียงน้ำมันเท่านั้น


    คำถาม   มีวัฎจักรแบบอื่นๆอีกหรือไม่นอกจากวัฏจักรออตโต้

    คำตอบ   มีอยู่ครับอย่างเช่น กังหันแก๊ส   และเครื่องยนต์โรตารี่  

    คำถาม   ทำไมจึงต้องเป็น 8  สูบ  ใช้สูบเดียว แต่มีขนาดใหญ่ไปเลยไม่ได้หรือ

    คำตอบ    สมมติว่าเราใช้กระบอกสูบขนาดใหญ่  4  ลิตรกระบอกเดียว  แทนกระบอกสูบขนาด ครึ่งลิตร จำนวน  8  สูบ   เครื่องจะหมุนได้แต่ไม่สม่ำเสมอ   ไม่เหมือนกับเครื่องยนต์  V-8   หมุนได้เรียบกว่ามาก   อีกเหตุผลหนึ่งคือ แรงบิดช่วงสตาร์ท   เมื่อคุณสตาร์ทเครื่องยนต์  V-8   คุณกำลังอัดกระบอกสูบความจุเพียง  1  ลิตร  ในจังหวะอัด   แต่ถ้าเป็นกระบอกสูบเดียว คุณต้องอัดกระบอกเดียว  4  ลิตร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 มกราคม 2010, 04:08:52 โดย GiftSTFZ » บันทึกการเข้า

Sugarman
AE Thailand Club Staff
Professor
*


พรุ่งนี้....ต้องดีกว่าวันนี้

กำลังใจ: 948
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 7,079


« ตอบ #1 เมื่อ: 24 มกราคม 2010, 14:35:17 »

 สุดยอด สุดยอด สุดยอด
...เอามาโพสแล้ว...ดีจัง 
สุดยอด สุดยอด สุดยอด
... 
   
บันทึกการเข้า

วันนี้คุณทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้างรึยัง
ko34trd
Junior
***

ช่างซ่อมคอม

กำลังใจ: 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 319


« ตอบ #2 เมื่อ: 14 กันยายน 2010, 22:03:15 »

 ง๋อยเหงา
บันทึกการเข้า
jod87
AE Thailand Club Chairman
Professor
*



กำลังใจ: 2662
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
รถยนต์: EE100
รหัสเครื่องยนต์: ก็แค่ 1,600
อุปกรณ์แต่งรถ: เปลี่ยนไปตามกาละและเทศะ
สังกัดพื้นที่: North BKK. Area
ที่อยู่: ลาดพร้าว-เลียบด่วนฯ
กระทู้: 16,137


« ตอบ #3 เมื่อ: 11 สิงหาคม 2017, 16:27:50 »

 สุดยอด สุดยอด สุดยอด สุดยอด
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: